วันเสาร์, สิงหาคม 16, 2557

มรณานุสสติ

(พึงอ่านช้าๆ พึงพิจารณาให้ชัดๆ)

มรณํ ภวิสฺสติ   ชีวิตินฺทฺรริยํ อุปจฺฉิสฺสติ
ความตายจักมี    ชีวิตินทรีย์จักขาด

เมื่อพิจารณาได้ดีแล้ว ...
ระลึกถึงความตายแห่งบุคคลอันเป็นที่รัก
ก็จะมิได้เศร้า มิได้โศก

ระลึกถึงความตายแห่งบุคคลอันเป็นเวร
ก็มิได้ชื่นชมโสมนัส

ระลึกถึงความตายแห่งบุคคลที่ไม่รักไม่ชัง
ก็จะมิได้เพิกเฉย จะบังเกิดความสังเวช

ระลึกถึงความตายแห่งตน
ก็ปราศจากความสะดุ้ง หวาดกลัว
นี่คือคุณแห่งการพิจารณา

พิจารณาต่อความตายด้วย ๘ ประการ
๑.      เกิดกับตายนั้นมาพร้อมกัน
๒.     เมื่อวิบัติ (ตาย) ครอบงำ สมบัติก็สูญสิ้น
๓.     ความตายของสัตว์อื่น ก็ย่อมเกิดแก่ตน
๔.     กายที่ตายเป็นสาธารณะแก่หมู่หนอน
๕.     อายุแห่งสัตว์นี้ หากำลังมิได้
๖.     อนิมิต ๕ ประการ ที่สัตว์ไม่ล่วงรู้
 ชีวิต–ป่วยไข้–เวลาตาย–สถานที่ตาย–คติที่จะไป
๗.    ชีวิตแห่งสัตว์นี้ น้อยนัก
๘.    ชีวิตขณะแห่งสัตว์ เพียง “ขณะจิต” หนึ่ง

ชื่อว่า โลกสันนิวาส ... สัตว์ทั้งปวงนี้
ชาติทุกข์ ย่อมติดตามล่อลวงให้ลุ่มหลง
ชรา รัดตรึงให้ถึงความวิปริต
พยาธิทุกข์ ตามย่ำยีให้ป่วยไข้ เจ็บกาย
มรณทุกข์ ครอบงำทำลายล้าง ชีวิตินทรีย์

พญามัจจุราชนี้ จะเว้นบุคคลผู้หนึ่งผู้ใด หามิได้
ย่อมครอบงำย่ำยีสรรพสัตว์ทุกรูปนาม
มิได้เลือกกษัตริย์ พราหมณ์ พ่อค้า ชาวนา และจัณฑาล

ผู้เห็นภัยในวัฏฏสังสาร
เมื่อเพียรพยายามเจริญ มรณานุสสติภาวนานี้
ย่อมละเสียซึ่งความประมาททั้งปวง

คัดจาก พระวิสุทธิมรรค

พระธรรมโฆษาจารย์ เรวตฺตมหาเถร

วันพุธ, สิงหาคม 13, 2557

จิต

หากผู้คนทั่วไป กล่าวถึง “จิต”
ก็พอเป็นที่เข้าใจในความหมายที่ต้องการสื่อ

แต่หากกล่าวถึง ในเชิง “พุทธศาสนา” แล้ว
เป็นเรื่องที่พึงต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้

พระพุทธองค์ ท่านนับเอา “จิต” เป็น ๑ ใน ๔
แห่ง ปรมัตถ์ธรรม – คือธรรมอันสูงสุด เป็นจริง
มิใช่ “บัญญัติธรรม” ที่ผู้คน ตั้งชื่อ เรียกขาน

หากไม่เข้าใจถึง “จิต” ยากที่จะเข้าใจในพุทธธรรม
จิต จึงถูกนำมาเป็น “บทเรียนเบื้องต้น”
และยังต้องศึกษา หลักธรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับมัน

จิต ก็คือ ธรรม เป็นธรรมชาติหนึ่ง
ธรรมชาติที่ รู้ จำ และ คิด “อารมณ์”
จึงพอเข้าใจในเบื้องต้นนี้ได้ว่า มี ๒ ธรรมชาติ
ธรรมชาติหนึ่งคือ “อารมณ์” อีกหนึ่งคือ “จิต”











  
อารมณ์ อะไร? 
สรรพพสัตว์ โดยทั่วไป กอรปด้วย รูปและนาม
(ขอไม่กล่าวถึง บางสัตว์ มีแต่รูป ไม่มีนาม
 ชื่อ อสัญญีสัตตพรหม และ ที่มีแต่นาม ไม่มีรูป
 คือ อรูปพรหมทั้ง ๔)

เมื่อมีรูปนาม ย่อมมี “อายตนะภายใน”
อายตนะ นี้ มีความหมายว่า เป็น “แดนติดต่อ”
ติดต่ออะไร? ก็ติดต่อตัวมันเอง กับ สิ่งที่มากระทบ
(เรียกว่าเป็น “อายตนะภายนอก”)











ดังนั้น ที่เรารู้กัน จับคู่ของมันให้กัน คือ ...
ตา-รูป / หู-เสียง / จมูก-กลิ่น / ลิ้น-รส /
กาย-สิ่งสัมผัส / และ ใจ-ธรรมารมณ์

จิตรู้ การกระทบกันของแดนติดต่อ ทั้งสองฝ่าย

รู้แล้วเป็นอย่างไร?
ถ้าเป็นปุถุชน ที่มิได้ใช้การพิจารณาที่แยบคาย
(ศัพท์พระธรรมท่านเรียก โยนิโสมนสิการ)
และด้วยความที่ ผูกพัน ติดอยู่ใน จักรภพ
คือติดการเวียนเกิด-เวียนตาย นับหลายกัปป์กัลป์
ความคุ้นชิน ก็จะพา “หลง” ไปตามการกระทบนั้น

เมื่อมันกระทบ ... จิต มันคุ้น มันรู้ว่า ...
นี่ดี อย่างนี้ ดี ... นี่ไม่ดี อย่างนี้ ไม่ดี ... มันก็จะเป็นว่า
อันไหนดี ก็ชอบ ก็อยาก ติดใจอยู่ในอันที่ชอบ
อันไหนไม่ดี ก็เกลียดชัง ไม่อยากเจอ ไม่อยากอยู่ด้วย
นี่แหละ ตอบคำถามว่า รู้แล้ว “เป็นอย่างไร?”
ก็มันชอบ มันชัง ... มันอยาก มันไม่อยาก

แล้วต้องทำอย่างไรล่ะ? ... ก็ต้อง  ศึกษา
ศึกษาอะไร?
ก็ศึกษา เพื่อให้ “รู้ตามที่เป็นจริง”
แล้ว “ตามที่เป็นจริง” น่ะ มันเป็นอย่างไรล่ะ?











ตามที่เป็นจริงก็คือ ... มี ธรรม ตัวหนึ่งชื่อ “ความไม่รู้”
เรียกตามภาษาพุทธธรรมว่า “อวิชชา”

ไม่มีสิ่งใด เกิดลอยๆ ขึ้นมาได้ ต้องมี ปัจจัย ให้เกิด
เมื่อพิจารณาลึกลงไป ก็รู้ว่า “กรรม” คือการกระทำ
นี่แหละ เป็นปัจจัยให้เกิด ผลแห่งกรรม คือ “วิบาก”

เมื่อรู้ เมื่อศรัทธา เมื่อมีความเชื่อ ว่า ...
กรรม ย่อมนำมาซึ่ง วิบาก ... ก็เช่นนั้น
อะไรล่ะ ที่มันเป็น ต้นเหตุ ให้ต้องสร้างกรรม?...

หลายๆ ท่าน โดยเฉพาะที่ศึกษา หลัก ปฏิจฺจสมุปปาท
ย่อมเข้าใจถึง “วัฏฏะ ๓”  วัฏฏะ แปลว่า “วน เวียน”
แสดงว่า มีสามสิ่ง ที่เป็นปัจจัยแก่กัน และทำให้ต้อง
เกิดวน เกิดเวียน อยู่เช่นนี้ ไม่รู้ได้ถึงต้น ถึงปลายเลย

วัฏฏะ ๓ นั้นคือ ...
กิเลสวัฏฏ์  กรรมวัฏฏ์  และ วิปากวัฏฏ์
บอกไม่ได้ว่า ตัวใดเป็นตัวตั้ง เพราะมันวนอยู่เช่นนี้

หากจะอธิบาย ก็ต้องว่า ...
กิเลส (ราคะ โทสะ) เกิด ก็เป็นเจตนาให้สร้าง กรรม
กรรม เมื่อทำแล้ว ย่อมเป็นปัจจัย ให้เกิด ผล คือวิบาก

และนี่แหละ จึงกล่าวกันว่า ไม่มี “ความบังเอิญ” หรอก
ชีวิตที่เกิด จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ... ไม่บังเอิญ
เกิดมาแล้วต้องผจญกับอะไรก็แล้วแต่ ... ไม่บังเอิญ
ทุกอย่างที่มีขึ้น ล้วนไม่บังเอิญ ก็เพราะ
ทุกอย่างล้วนเป็น “ผลแห่งการกระทำในอดีต”

“จิต” นั้น เป็น ธรรมชาติที่สั่งสม วิบาก กรรม และกิเลส
ไม่ว่าเมื่อใด เมื่อมันเวียนมาเกิดอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ก็ต้องมีกิเลสติดมา มาสร้างกรรม และต้องรับผลกรรม

แล้วจะรู้อย่างไร จึงจะเกิดประโยชน์ และเว้นเสียจากวัฏฏะ?
ก็ต้องศึกษาให้รู้อย่างถ่องแท้ ถึง ธรรมชาติ ของมัน

ต้องรู้ จิต เป็นอย่างไร?
อย่าไปเที่ยวพูด จิตว่าง จิตเดิม จิตที่ประภัสสรแท้
เราจะไปรู้ “จิต” ลักษณะดังกล่าวได้อย่างไรกัน
ในเมื่อ ยังไม่ได้ศึกษามันให้ “รู้จริง” เลย

ยิ่งอยากจะไปให้ถึง จิตว่าง จิตเดิมแท้ จิตที่เป็นพุทธะ
จะเป็นไปได้อย่างไร เมื่อยังไม่รู้จักธรรมชาติ “จิต” ที่แท้

นอกจาก จิต แล้ว...
ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่มีอิทธิพล ต่อจิต
มีการปรุงแต่ง (เจตสิก หรือสังขาร)
มีหน้าที่ของจิต ที่แตกต่างกันไป ต่อแต่ละ อารมณ์
มีการสั่งสม ทั้งที่เป็นบุญ และเป็นบาป

หากมีวิธีศึกษา เพื่อให้จิตเป็นพุทธะ ได้โดยง่าย
จะมีประโยชน์อันใด ที่พระพุทธองค์ ท่านต้องทรง
ใช้เวลามนุษยโลก ๓ เดือน เพื่อสาธยาย พระอภิธรรม
แบบ วิตถารนัย (นัยพิศดาร) ให้ทั้งเทวดา และพรหม
ณ ตาวติงสภิภพ (ชั้นดาวดึงส์) ... ขณะเดียวกับที่ทรง
แบ่งภาคมาแสดงแก่พระสารีบุตร โดยสังเขปนัย (ย่อ)

และที่พระสารีบุตร ทรงแสดงแก่ศิษย์
ซึ่งตกทอดกันมาเป็นพระอภิธรรมถึงปัจจุบันนี้
โดย นาติวิตถารนาติสังเขปนัย (กึ่งย่อกึ่งพิศดาร)
จนเป็น พระอภิธรรม ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ นี้

จะเสียเวลา ทั้งสาธยาย และ จดจาร ไปทำไม
หากเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังบอกให้เอาไป “เผา”
ให้เอาไป “ทิ้ง” อย่า “บ้าตำรา”

มิใช่จะ เผา หรือ ทิ้ง ไม่ได้ ...
ได้ ... และย่อมต้องเป็นเช่นนั้น เพราะมันเป็น อนัตตา
ไม่ต้องยึด ไม่ต้องถือ “เมื่อเข้าถึง” ภาวะของความเป็น
“อเสขบุคคล” (ผู้ที่ไม่ต้องศึกษาอีกแล้ว ผู้บรรลุแล้ว)

เช่นนี้ พระพุทธองค์ ท่านจึง บัญญัติ
คำว่า “เสขบุคคล” บุคคลอันยังพึงต้องศึกษา

ต้องเข้าใจว่า ... พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์นั้น
ไม่มีผู้ใด แต่งขึ้นมาเองได้ เว้นแต่ต้องอาศัย
พระสัพพัญญุตาญาณ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

การเข้าถึง พระพุทธศาสนานั้นมี ๓ ประการ คือ
ปริยัติศาสนา – ศึกษาคำสอน
เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เพื่อนำไปใช้ปฏิบัติ
ปฏิบัติศาสนา – การปฏิบัติตามธรรม คือ
ปฏิบัติด้วย ศีล สมาธิ และ ปัญญา
ปฏิเวธศาสนา – ผลอันเกิดจากทั้งปริยัติ ปฏิบัติ
คือ นวโลกุตรธรรม ๙ – มรรค ผล นิพพาน

ตั้งหัวเรื่องว่า “จิต”
ยังไม่ได้ลงรายละเอียดเลย มันยาวเกินไปแล้ว
จึงขอพัก และจะมาทำความเข้าใจกับ “จิต” ต่อไป

ขอความเจริญในพุทธธรรม จงบังเกิดแก่ท่าน
(เรื่องภาพ ... หลายๆ ท่านเข้าใจว่าจิตอยู่ที่สมอง
แต่สำหรับพุทธธรรม จิตนั้นมัน อสรีรํ ไร้รูปร่าง)

วันศุกร์, สิงหาคม 01, 2557

อิทปฺปจฺจยตา

“มันต้องเป็นไป ตามกฎ อิทัปปัจจยตา”

คำกล่าวข้างต้นนี้ ถูกนำมาอ้าง นำมาใช้บ่อยมากๆ
จากท่านผู้รู้ เพื่ออธิบายให้ “ผู้ติดตาม” ทั้งหลาย
เข้าใจว่า “ท่านรู้ดี” ในเรื่องนี้

ท่านสอนโดยอ้างหลัก ...
เพราะสิ่งนี้ มี – สิ่งนี้ สิ่งนี้ จึงเกิด ตามเหตุ ปัจจัย ...

“สิ่งนี้” ของท่าน ท่านต้องรู้ว่า คืออะไรนะครับ !!!
เพราะท่านเอาไป “สอน” ผู้อื่นนี่
แล้วท่านก็สรุป .... นี่แหละ อิทัปปัจจยตา
นี่แหละ “ปฏิจฺจสมุปปาท” ...

เอาล่ะครับ ... สาธุ (ดีแล้ว) ...

ท่านรู้ไหม? ...
สัตว์ทั้งหลาย (เว้นพระอรหันต์)
มีโมหะ ความหลง ความโง่ ติดอยู่ในจิตตสันดาน 
ด้วยอำนาจ “โมหะ” ... จึงปิดบัง ๒ เรื่อง
๑ ไม่ให้เห็น โทษ ในการทำ บาปอกุศล
๑ ไม่ให้เห็น วัฏฏทุกข์ ในการทำ กุศลบุญ
ทำให้ต้องเวียนวนใน ภวจักร หรือ วัฏฏะ นี้
โมหะ นี้คือ “อวิชชา”

กรรมทั้งหลาย ที่สัตว์กระทำ สำเร็จลงได้ด้วย “เจตนา”
คือเจตสิก (สังขาร) ที่เกิดพร้อมจิต เมื่อกระทบ อารมณ์
เป็นสังขาร ที่ปรุงให้จงใจในการกระทำ (กรรม) ให้สำเร็จ
เป็นบาป ๑ เป็นบุญ ๑ และเป็น อุเบกขา ๑
และกระทำได้ด้วย กาย ๑ วาจา ๑ และ ใจ ๑

ท่านรู้หรือไม่ว่า ... สังขาร ๓ (บาป, บุญ, อุเบกขา)
และอีก ๓ (กายกรรม, วจีกรรม, และ มโนกรรม)
ก็คือ “จิต (เจตนา) ๒๙” หรือ ที่เรียกว่า “กรรม ๒๙”
คือ จิตอันเป็น “อกุศล ๑๒” และ “โลกียกุศล ๑๗”

ท่านต้องรู้  เพราะ ...
หากท่านไม่รู้  แสดงว่า ท่านก็ไม่ทราบรายละเอียด
ของ ปฏิจจสมุปปาท จริงๆ
แล้ว ท่านจะนำไปกล่าวอ้าง แนะนำผู้คน อย่างไรได้?

จากย่อหน้าของ “โมหะ” มาสู่ ย่อหน้าเรื่อง “เจตนา”
อันนี้แหละ ชื่อว่า ... อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา

สังขาร ที่เรียกว่า เจตนา ๒๙ หรือ กรรม ๒๙ คือ
ส่วนของ อกุศล บาป ชั่ว มี ๑๒ คือ ...
จิตโลภ ๘   จิตโกรธ ๒   จิตหลง ๒
ท่านทราบ ... เพราะท่านอ้างถึง ปฏิจฺจสมุปปาท

กุศลจิตอีก ๑๗ มาจาก ...
กามมหากุศลจิต ๘ เท่ากับ จิตโลภ เลย
เพียงแต่เปลี่ยน “สัมปยุต” จาก “ทิฏฐิ” มาเป็น “ญาณ”

ส่วนอีก ๙ คือ รูปฌาน กุศลจิต ๕ + อรูปฌาน กุศลจิต ๔
เฉพาะ “กุศลจิต” เท่านั้น ไม่นับ “วิบากจิต” และ “กิริยาจิต”
รวมแล้วเป็น เจตนา (จิต) ๒๙ หรือ กรรม ๒๙

อันนี้ ท่านก็ต้องทราบ เพราะ ...
ท่านกล่าวอ้างถึง ปฏิจฺจสมุปปาท บ่อยมากๆ

สังขารนี้ (เจตนา ๒๙) จะเป็น “ปัจจัยธรรม”
ให้เกิด “ปัจจยุบบันธรรม” ชื่อว่า ... “วิญญาณ”

ในความหมายพระอภิธรรม “วิญญาณ” นี้ก็คือ
จิต (รวมเจตสิกที่ประกอบ) ทั้งหมด ๘๙ หรือ ๑๒๑
อันนี้ ท่านจะทำเป็นไม่รู้ ไม่ได้ ก็เพราะท่าน “ชอบอ้าง”

จากย่อหน้าที่ผ่านมา ได้สรุป หลักที่สองของ กฎ คือ
“...สงฺขาร ปจฺจยา วิญฺญาณํ ...”

หลังจากนั้น ท่านรู้ดี มันจะตามด้วย
วิญฺญาณ > นามรูปํ > สฬสยตนํ > ผสฺโส > เวทนา >
ตณฺหา > อุปาทานํ > ภโว > ชาติ > ชรา มรณ ...
เช่นนี้ ... ถูกต้องไหมครับ?
ท่านตอบตัวท่านเองเถิด ... ท่านรู้จริงแท้ แน่นอน

หากท่านเป็น “ครู – ผู้สอน” จะวิชชาใดก็ตาม
ถาม ... ท่านไม่รู้ ไม่เคยศึกษา รายละเอียด
ในเรื่องที่ท่านจะสอน “ศิษย์” ได้ไหมครับ ?

ขนาดรู้ แต่มี ความเปลี่ยนไปของ กฎเกณฑ์
ท่านอาจยังกังวลด้วยซ้ำ หากมี คำถามจากศิษย์
ใช่ไหมครับ?

แล้วท่านก็ “ชอบใช้” วิธีง่ายๆ เลย คือ
อย่าไป “ติดรายละเอียด” ต้อง “ทิ้งธรรม” “ลืมตำราซะ”
เอาเช่นนั้น หรือครับ ? 
นี่นะครับ “ท่านอาจารย์” ?

บางท่าน ยิ่งไปกว่านั้นอีก
เอา คำสอน ลัทธิ ความเชื่ออื่น มาชี้แนะ
สรุปเลย ... นี่ก็เป็น วิถี ให้ถึงซึ่ง “นิพพาน” เช่นกัน
โอ ... เป็นเช่นนั้นเลย นะครับ !!!

ผมเองก็ศึกษามาบ้าง  ปรัชญาศาสนาเปรียเทียบ
กล้ากล่าวเลยว่า ไม่มีคำสอนใด ตรง และมุ่ง “นิพพาน”
ความหลุดพ้น พร้อมทั้ง อธิบายรายละเอียดยิบ
ได้เท่า พระพุทธพจน์ พระพุทธโอวาท
ที่มีอยู่ใน “พุทธศาสนา” ของเรานี้เลย  กล้าท้า !!!

ด้วยเหตุนี้ ... เมื่อรู้บ้าง จึงควรพูดเท่าที่รู้
เมื่อมีส่วนที่ไม่รู้   ผมไม่เคยอายที่จะบอกว่า
“อันนี้ ผมไม่รู้ครับ” ... มันไม่ยากเลยนะครับ
ไม่รู้สึกว่า “เสียฟอร์ม” เพราะ ไม่มี “ฟอร์ม” อยู่แล้ว
ก็มันเป็น “อนัตตา” มิใช่หรือ ... “ฟอร์ม” ก็ต้องไม่มีครับ













และหากท่านอยากศึกษาจริงเพื่อให้เกิด “สัญญารู้”
คือ รู้อย่างจดจำ เพื่อใช้นำมาเสนอ มาสอนผู้คน ...
เพื่อความเข้าใจที่ดี ที่ถูกต้อง ... เป็น ฐาน ...

พระอภิธรรมนั้น มีคำสอนมากมายหลายเรื่อง
มีมากถึง ๔,๒๐๐ พระธรรมขันธ์
กึ่งหนึ่ง ของ พระไตรปิฎก “ทั้งตู้” !!!

จะศึกษาเรื่อง “มหาปัฏฐาน” ซึ่งมีเรื่องราวของ
ปฏิจฺจสมุปปาท และ ปัฏฐานนัย เพียงคัมภีร์เดียว ไม่ได้
เพราะยังมี “คัมภีร์” อื่นๆ อีก ๖
ท่านอยากรู้จริงหรือเปล่า ???

มีตั้งแต่ จิต เจตสิก เวทนา เหตุ กิจ ทวาร อารมณ์
วัตถุ วิถี วิมุตตวิถี รูป บัญญัติ นิพพาน สภาวธรรม ฯลฯ
แต่ ทั้งหมด ลงอยู่ที่ “รูป – นาม”  และสุดท้ายทั้งหมด
ลงที “จิต” ตัวเดียว ตัวเดียว เท่านั้น ... ๘๔,๐๐๐

โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ทั้งหมดก็ต้องหลอมรวมเป็นหนึ่ง
คือ “จิต” และเพ่งพิจารณา “นิพพาน” เป็นที่สุด

พระอภิธรรม นั้นแปลว่า ธรรมอันประเสิรฐยิ่ง
มีจริง เป็นจริง ... ศัพท์ คำ ทั้งหลาย ล้วนศักดิ์สิทธิ์
มิได้หมายความว่า ห้ามเอามากล่าวถึง  แต่ ...

มิควรอย่างยิ่งที่จะนำมา “กล่าวอ้าง” เรื่อยเปื่อย
ต้องรู้ให้จริง รู้ให้ถ่องแท้ มีความเข้าใจ
ผมก็รู้แค่ “หางอึ่ง” ... ในปรมัตถ์ธรรมนี้
คงต้อง "ปริยัติ" ไปจนถึง ที่สุดของชีวิต

พระอานนท์เอง กล่าวหมิ่นแคลน ในคำสอน
เรื่อง ปฏิจฺจสมุปปาท หลัก อิทปฺปจฺจยตา
ยังถูกพระพุทธองค์ กล่าวตำหนิ ร้ายแรง
เพราะ พระธรรม ที่มอบให้นั้น ลึกซึ้งยิ่งนัก

จึงมิควรตำหนิ ต่อว่า ใครเลย ถ้าเขาจะสนใจปริยัติ
ท่านไม่รู้เจตนา ของผู้อื่นหรอก
ท่านควรดูแต่เจตนาตนเองก็พอ ...

ที่สำคัญ ...
อย่าได้ไปนึกเอาเองนะ ว่า ท่านอื่น ไม่ “ปฏิบัติ”
มีแต่ท่านเท่านั้น ... หรือ???
"ปฏิบัติ" ไม่จำเป็นต้อง "รอ" ให้จบ "ปริยัติ" ก่อนครับ

ขอความเจริญในพุทธธรรม จงประสบแก่ท่าน